ห้ามพลาด 17 ที่เที่ยวญี่ปุ่นสุดจี๊ด ที่ไม่ควรพลาด เมื่อบินไปเที่ยว OSAKA
 ห้ามพลาด 17 ที่เที่ยวญี่ปุ่นสุดจี๊ด ที่ไม่ควรพลาด เมื่อบินไปเที่ยว OSAKAถ้าถามว่าไปญี่ปุ่น บินไปลงเมืองไหนดี? ถ้าอันดับ 1 คือโตเกียว ลำดับต่อมาก็ต้องเป็นโอซาก้า แน่นอนเพราะ โอซาก้า (Osaka) ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตคันไซ และเป็นศูนย์กลางของเขตคันไซ ยังมีสนามบินใหญ่ที่สะดวกสบาย ต่อการเดินทาง นั่นก็คือสนามบินคันไซ Kansai Airport ที่เดินทางเชื่อมต่อไปยังเมืองต่างๆ โดยง่ายและช่วงใบไม้แดง หรือ ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี นั้น ที่เขตคันไซ ก็ได้ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในญี่ปุ่น ส่วนช่วงอื่นๆ ก็สวยไม่แพ้กันหลายท่านอยากรู้ว่าที่เที่ยวบริเวณโอซาก้าและโดยรอบ มีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง วันนี้ก็เลยรวบรวมที่เด่นๆ บางส่วนที่ผมเคยได้มีโอกาสไปเยือนมา ทำมาสรุปให้ได้ชมกัน  
Credit Pic : BACKPACKERLEE
แล้วการเดินทางใช้ Pass ไหนดี?
สำหรับการเดินทาง แนะนำว่าให้เลือกเป็นพาสไปเลยจะคุ้มกว่าการซื้อตั๋วแบบแยกเป็นรายเที่ยว เพราะการใช้พาส ทำให้เราเดินทางได้แบบไม่จำกัด ภายในวันหรือเงื่อนไขที่แต่ละพาสกำหนด โดยแต่ละพาส ก็จะมีเส้นทางการเดินทางที่ครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน เอาให้คุ้มเลยก็เที่ยวสถานที่ตามแต่ละพาสที่สามารถเดินทางไปถึงได้ จะได้ ไม่ต้องเสียค่าเดินทางเพิ่มอีก
โดยผมได้รวบรวมพาสการเดินทางต่างๆ ที่สามารถเดินทางได้ในเขตโอซาก้า และเมืองโดยรอบ ไว้ตามด้านล่างนี้ครับ
 
JR Kansai Wide Pass
Kansai Thru Pass
Osaka Amazing Pass
JR Pass : Takayama-Hokuriku Area Tourist Pass
JR Pass : Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass
 
ลองศึกษาเส้นทางแต่ละพาสก่อน แล้วดูว่าทริปเราเหมาะกับการใช้พาสชนิดไหน บางพาสต้องซื้อไปจากเมืองไทยก่อนเท่านั้น ไม่มีขายที่ญี่ปุ่นครับ
สามารถเข้าเว็บ Hyperdia เพื่อเช็คการเดินทาง ได้ครับ http://www.hyperdia.com/en/
 
ห้ามพลาด 17 ที่เที่ยวญี่ปุ่นสุดจี๊ด ที่ไม่ควรพลาด เมื่อบินไปเที่ยว Osaka
1. ย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi) และ ย่านโดตมโบริ (Dotonbori)
ย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi) และ ย่านโดตมโบริ (Dotonbori) ถือว่า 2 ย่านดังของโอซาก้า ที่เรียกว่าพลาดไม่ได้เด็ดขาด ทั้ง 2 ย่านนี้ถูกเชื่อมถึงกัน ด้วยสะพานอิบิซึบาชิ (Ebisubashi Bridge) ทั้ง 2 ย่านจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารมากมาย เหมาะกับการมาเดินเล่นช่วงเย็นๆ เป็นต้นไป
 
การเดินทาง
1.นั่งรถไฟใต้ดินสายสีแดง Midosuji line มาลงที่สถานี่ Namba
2.นั่งรถไฟของ JR มาลงที่สถานี่ Namba ก็ได้เช่นกันครับ สำหรับคนที่มี Pass ของ JR
เลือกเอานะครับว่าสะดวกแบบไหน ตรงไหนใกล้กว่า

 
1
2
3
Previous
Next
2. ป้ายกูลิโกะรุ่นที่ 6 (จอภาพ LED)
 
 
อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของโอซาก้า ที่ไม่ควรพลาดมาทำท่าชู 2 แขน ถ่ายรูปกับ ป้ายกูลิโกะ ซึ่งปัจจุบันดำเนินมาถึงป้ายรุ่นที่ 6 แล้ว โดยป้ายรุ่นนี้จะเป็นจอป้ายไฟ LED สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยป้ายกูลิโกะนี้ ตั้งอยู่บริเวณสะพานอิบิซึบาชิ (Ebisubashi Bridge) ที่เชื่มระหว่างย่าน ย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi) และ ย่านโดตมโบริ (Dotonbori)
 
การเดินทาง
 
 
1.นั่งรถไฟใต้ดินสายสีแดง Midosuji line มาลงที่สถานี่ Namba
 
 
2.นั่งรถไฟของ JR มาลงที่สถานี่ Namba ก็ได้เช่นกันครับ สำหรับคนที่มี Pass ของ JR
เลือกเอานะครับว่าสะดวกแบบไหน ตรงไหนใกล้กว่า

 
3. ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)
 
 
ปราสาทโอซาก้า อีกหนึ่ง ที่ๆ ถ้ามาโอซาก้า แล้วไม่แวะมาที่นี่ก็ถือว่ามาไม่ถึงโอซาก้า นอกจากปราสาทแห่งนี้จะมีความสวยงามและใหญ่โตแล้ว ยังถือว่าเป็นปราสาทที่ทันสมัยที่สุด เพราะมีการติดตั้งลิฟต์เพื่ออำนวยความสะดวก เนื่องจากเดิมปราสาทแห่งนี้ถูกทำลายจากฟ้าผ่า ไฟไหม้ รวมถึงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่ในปี 1995
 
การเดินทาง
 
นั่งรถไฟของ JR จาก Kyoto กลับมาที่ Osaka ครับ แล้วก็ต่อ Subway มาลงทีสถานี Tanimachi 4-Chome ( Exit 1B)
 
 
4. ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Shrine)

 
 
ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Shrine) เมืองเกียวโต หรือเรียกกันว่า ศาลเจ้าจิ้งจอกขาว ด้านหน้าทางเข้าศาลมีเสาโทริอิ ซึ่งแสดงถึงความเป็นศาลเจ้าเป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์มาก
 
การเดินทาง
 
นั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี อินาริ (Inari) เดินออกมาจากสถานีก็เจอประตูทางเข้าเลยครับ มาง่ายมาก
 
 
 
5. อุโมงค์เสาโทริอิ (Torii)
 

 
 
ที่อยู่ใน ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Shrine) เมืองเกียวโต , เป็นอีกหนึ่งมุมฮิตที่สวยงาม อุโมงค์เสาโทริอิเรียงรายกันจำนวนมาก ซึ่งเสาโทริอิจำนวนมากมายนี้ก็มาจากการที่ผู้คนมาไหว้ขอพรให้ได้ตามสิ่งที่หวังไว้ พอได้ แล้วก็เลยนำเสาโทริอิ นี้มาถวายที่ศาลเจ้า คิดดูว่าต้องศักดิ์สิทธิ์ มากขนาดไหน ถึงได้มีเสาโทริอิมากมายขนาดนี้
 
 
 
การเดินทาง
1.นั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี อินาริ (Inari) เดินออกมาจากสถานีก็เจอประตูทางเข้าเลยครับ มาง่ายมาก
 
 
 
6. วัดคิโยมิซึเดระ (Kiyomizu-dera Temple)
อีกหนึ่งวัดเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของเมืองเกียวโต นั่นก็คือ วัดคิโยมิซึเดระ
 
(Kiyomizu-dera Temple) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ วัดน้ำใส และวัดแห่งนี้ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลก จาก UNESCO ที่นี่ต้องบอกเลยว่า สวยทุกช่วงเลย มาแต่ละช่วงก็จะทำให้ได้บรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป
* มีการปิดซ่อมแซมในส่วนของอาคารหลัก ตั้งแต่ มกราคม 2017 จะจนถึงปี 2020
 
การเดินทาง
 
 
มาได้หลายทางครับ แต่ผมเลือกวิธีที่ 2 นะ
1.โดยรถบัส : ออกจาก KYOTO Station ที่ Karasuma Exit (ด้านทิศเหนือของสถานี) ไปที่ป้าย Kyotoeki-mae ซึ่งเป็นจุดจอดรถประจำทางหลายสาย ดังนั้นที่ป้ายนี้จึงซอยเป็นป้ายย่อยๆหลายป้าย ให้ขึ้นรถประจำทางสาย 100 (ที่ป้าย D1) หรือ สาย 206 (ที่ป้าย D2) ทั้งสองสายลงที่ป้ายเดียวกันคือ Kiyomizu-michi (清水道) ใช้เวลาประมาณ 12 นาที (ราคาเดียว ¥220) จากนั้นเดินต่อไปอีกประมาณ 650 เมตร (13 นาที) ก็ถึง Kiyomizu-dera Temple #ข้อมูลจากเว็บขอบคุณครับ
 
 
2.โดยรถไฟ : ไปลงที่สถานี Kiyomizu-gojo (Exit4)สายสีชมพู หมายเลขที่ 2 จากนั้นเดินต่อไปอีกนิดก็จะเจอวัดไปจริงไม่นิดอะครับ กิโล กว่าเลย มีป้ายบอกเป็นระยะครับ หาไม่ยาก แต่แนะนำให้ขึ้น Taxi ก็ได้นะครับ น่าจะประมาณ 750 เยน แต่พวกผมก็เดินทั้งขาไปและขากลับครับ ตอนที่ต่อรถไฟมา จากสถานี Tufukuji มา Kiyomizu-gojo มันจะใช้ Kansai area pass ไม่ได้นะครับ ผมก็หยอดตู้เอาครับ ไปอีก 2 สถานี 150 เยนครับ (ดันลืมเอาบัตร Suica ออกจากกระเป๋าที่ฝากไว้ Locker ซะนี่ )

 
 
7. สะพานสะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge)
สะพานสะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge) ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของอาราชิยาม่า เลยก็ว่าได้ บริเวณนี้สวยงามมากทั้งช่วงใบไม้เปลี่ยนสี และช่วงซากุระ ตลอด 2 ริมฝั่งแม่น้ำ มีต้นซากุระจำนวนมาก และด้านหลังสะพานแห่งนี้ก็จะมีภูเขาสูงใหญ่ ทำให้สะพานมีความสวยงามมาก
 
การเดินทาง
 
 
1.สำหรับคนที่ใช้ Kansai thru pass ให้นั่งรถไฟไปลงที่ สถานี ARASHIYAMA สาย HANKYU ARASHIYAMA Line
 
 
2.สำหรับคนที่ใช้ Pass อะไรก็ตาม ของรถไฟ JR ให้นั่งไปลงที่ สถานี Saga-Arashiyama ได้เลยครับ
 

 
8. วัด Temryu-ji Zen
ใน 5 ของวัดดังเก่าแก่ของนิกายเซน และที่นี่ยังมีสวนที่มีลักษณะที่ถูกต้อง ตามแบบสวนของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวนิผมมานั่งตรงระเบียงวัด เพื่อนั่งชมสวนครับ
 
 
 
การเดินทาง
 
 
เดินมาจากสะพาน Togetsukyo ตามถนนมาประมาณ 50 เมตร มองซ้ายมือไว้ จะเจอทางเข้าวัดครับ
ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 500 เยน , เด็ก 300 เยน (ราคานี้เฉพาะเข้าสวนนะครับ ถ้าเข้าตัววัดจะต้องเพิ่มอีก 100 เยน)
 

9.ป่าไผ่ Arashiyama
ป่าไผ่ Arashiyama เมืองเกียวโต , Arashiyama สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติติดอันดับต้นๆของญี่ปุ่น
 
และที่นี่ยังมีป่าไผ่ที่สวยงามแปลกตา เพราะต้นไผ่ที่ญี่ปุ่นจะไม่ได้ขึ้นเป็นกอๆ เหมือนที่บ้านเรา แต่ที่นี่จะขึ้นเป็นต้นๆ แยกกันเลย ภายในป่าไผ่ก็จะมีทางเดินยาว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปได้ตลอดเส้นทาง
 
การเดินทาง
 
 
1.นั่งรถไฟ Romantic train มาลงที่สถานี Arashiyama ออกมาแล้วเลี้ยวซ้ายเดินขึ้นไปอีกนิดก็จะเจอ หรือ
 
 
2.เดินผ่านมาทางสวนหลังวัด Temryu-ji Zen ออกมาก็จะเจอป่าไผ่ครับ จริงๆ แถวนี้มันก็เดินมาหากันได้หมดครับ
 

 
10.วัดคินคะคุจิ (Kinkaku-ji Temple)
วัดคินคะคุจิ เมืองเกียวโต หรือที่หลายคนเรียกว่าวัดทอง อีกหนึ่งสถานที่ต้องมา ที่นี่ทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไป และทัวร์ มากันเยอะมาก ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยเป็นพิเศษ และเรื่องราวของการ์ตูน อิกคิวซัง ก็อยู่วัดนี้ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักกันมาจากการ์ตูน ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องมาดูมาชมซักครั้ง
 
 
การเดินทาง
 
 
1.ผมจะนั่งรถไฟ JR จากสถานี Saga-Arachiyama ไปลงสถานี Emmachi (ซื้อเพิ่ม 190 เยน เพราะ Kansai thru pass ใช้กับรถไฟ JR ไม่ได้)
 
 
2.เดินไปขึ้นรถเมล์สาย 204 , 205 จากสถานี ที่ป้าย Nishhinokyo Emmachi ไปลงป้าย Kinkakuji-mae (ใช้ Kansai thru pass ได้)

 
11.ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)
ปราสาทฮิเมจิ เมือง เฮียวโงะ อีกหนึ่งปราสาทที่สวยงามติด 1 ใน 3 ปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น โดยเฉพาะช่วงซากุระ เพราะที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมดอกซากุระ ที่นี่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีอาคารน้อยใหญ่อยู่ภายในมากถึง 80 อาคารที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด โดยมีกำแพงและประตูกั้นแต่ละส่วน
การเดินทาง
 
1.บัตร ของรถไฟ JR มาลงที่สถานี JR Himeji ออกมาแล้วเดินไปอย่างเดียว
 
 
2. บัตร Kansai thru pass มาลงที่สถานี Sanyo-Himeji ออกมาเลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปอย่างเดียว

 
12. สะพานอะคาชิไคเคียว (Akashi Kaikyo Bridge)
สะพานอะคาชิไคเคียว เมืองโกเบ อีกหนึ่งสถานที่แวะเที่ยว ที่มีกรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวต่างชาติแวะมากันเยอะ สะพานแห่งนี้ถือเป็นเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างโกเบ(Kobe) และเกาะอาวะจิ(Awaji Island) ที่ช่องแคบอะกาชิ(Akashi Strait)
 
การเดินทาง
 
 
มาได้ทั้ง คนที่ถือ Pass ของรถไฟ JR และคนที่ถือบัตร Kansai thru pass
 
 
1.บัตร ของรถไฟ JR มาลงที่สถานี JR Maiko Station
 
 
2. บัตร Kansai thru pass มาลงที่สถานี Maiko Koen Station สาย Sanyo

 
13. The Iron Man #28 Monument
ถ้าที่เมืองโตเกียวมีกันดั้ม ที่เมืองโกเบก็มี The Iron Man เป็นคู่แข่ง เป็นอีกหนึ่งจุดแวะถ่ายรูปสำหรับใครที่มาเที่ยวเมืองโกเบเลย The Iron Man#28 มีความสูงถึง 18 เมตร ด้วยกัน
 
การเดินทาง
 
 
1.บัตร ของรถไฟ JR Kobe ลงที่สถานี Shinnagata
 
 
2.บัตร Kansai thru pass มาลงที่สถานี Subway Shinnagata Station ,West Gate
 

14. Kobe Port Tower & Harborland
มาเมืองโกเบ นอกจากจะมาหาเนื้อโกเบ ของขึ้นชื่อ ทานแล้ว อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของเหล่านักท่องเที่ยว ที่พลาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ อ่าวโกเบ ที่มีทั้ง ร้านอาหาร ห้าง พิพิธภณฑ์อันปังแมน และชิงช้าสวรรค์ และยังมี Kobe Port Tower เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ต้องแวะมาถ่ายรูป และชมวิวริมอ่าวโกเบยามค่ำคืน และด้านบน Kobe Port Tower ก็สามารถขึ้นไปชมวิวได้ด้วย
 
 
การเดินทาง
 
 
1.บัตร ของรถไฟ JR มาลงที่สถานี Kobe Station
 
 
2.บัตร Kansai thru pass นั่ง Subway Kaigan Line มาลงที่สถานี Harborland Station , Exit 3
 
 

15. สะพานกลอง(DRUM BRIDGE)
สะพานกลอง(DRUM BRIDGE) เป็นสะพานที่อยู่ภายใน ศาลเจ้า สุมิโยชิไทฉะ (SUMIYOSHITHISHA) เป็นศาลเจ้าที่ผู้คนนิยมมาขอเกี่ยวกับการเดินทาง ทางน้ำให้เดินทางได้ปลอดภัย ดังนั้นจึงเป็นศาลเจ้าที่ชาวประมงนิยมมาไหว้ขอพร
 
 
ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมี สะพานกลอง(DRUM BRIDGE) อันสวยเด่น เงาสะพานจะสะท้อนในน้ำ ทำให้เห็นเหมือนเป็นรูปกลอง ดั้งนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นสะพานกลองครับ
 
 
การเดินทาง
 
 
นั่งรถไฟ Nankai Line มาลงที่สถานี Sumiyoshi-Koen ทางออก East Exit
 

16. ปราสาท Wakayama (Wakayama Castle)
ปราสาท Wakayama เป็นของตระกูล Asano อยู่ทางตะวันตกของยอดเขา Torafusu เดิมกำแพงด้านนอกถูกบุด้วยไม้สีดำ ภายในบริเวณปราสาทประกอบด้วยอาคารต่างๆที่เชื่อมต่อกัน มีลานอยู่ตรงกลาง โดยตัวปราสาทหลักมีความสูง 3 ชั้น
 
 
ในปี 1798 โทคุกาวา ฮารุโตมิ ขุนนางคนที่ 10 ของตระกูล Kishu ได้มีคำสั่งให้เปลี่ยนจากกำแพงบุไม้สีดำเป็นสีขาวอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
 
 
ในปี 1846 ตัวปราสาทถูกฟ้าผ่าและได้รับความเสียหายจากไฟไหม้ เนื่องจากเป็นหนึ่งในปราสาทของตระกูล Tokugawa ในปี 1850 จึงได้มีการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้ช่างเข้าไปซ่อมแซมภายในตัวปราสาท
 
 
ในปี 1935 ปราสาท Wakayama ได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 กรกฎาคม 1945 ปราสาทถูกทำลายลงจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม และภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ชาวเมือง Wakayama ได้เรียกร้องให้มีการซ่อมแซมและสร้างปราสาทใหม่ขึ้นมาชดเชย ในปี 1958 จึงได้มีการสร้างปราสาทขึ้นมาใหม่ โดยใช้คอนกรีตเพื่อเสริมความแข็งแรง
 
 
การเดินทาง
 
 
นั่งรถบัสจากสถานี JR Wakayama หรือ Nankai Wakayama-shi และลงที่ป้าย Koen-mae นั่งรถไฟจากโอซาก้ามาไม่ถึง 1 ชั่วโมงครับ
 


 
17. และ น้ำตก Nachi
ศาลเจ้า Kumano Nachi เป็นศาลเจ้าในเมืองคุมาโนะ เชื่อว่าหลายท่านคงจะต้องเคยเห็น ภาพของเจดีย์ สีส้มๆ แดงๆ ที่มีฉากหลังเป็นน้ำตก ใช่ครับ มันคือที่นี่ๆ เองครับ และน้ำตกที่พูดถึงก็คือน้ำตกนาชิ ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีความสูงที่สุดในญี่ปุ่นเลย ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ในญี่ปุ่นที่ผมอยากมามาก เห็นในรูปแลวสวยดี
 
 
การเดินทาง
 
นั่งรถบัสคันสีเหลืองๆ ตามรูปด้านล่าง จะจอดอยู่บริเวณหน้าสถานี Kii-Katsuura Station เลยครับ สามารถใช้บัตร JR Pass ได้เลย โดยนั่งรถบัสไปลงที่ Nashisan Station
 
 
 
 

 
 
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก  www.axa.co.th, mprabin.com ,